Preview.....สี ที่ แตกต่าง
posted on 09 Apr 2009 14:48 by palapdohertyเคยได้ยินคำนี้ไหมครับ ต่างคนก็ต่างความคิด ต่างชีวิตก็ต่างจิตใจ?!!?
แน่นอนครับ สังคมที่เราอยู่ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าแต่ละคนก็มีวิถีทางของตนเอง มีความคิดที่ต่างกันออกไป และแน่นอนอีกเช่นกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะคิด ทำ และตระหนัก ถึงสิ่งที่ตัวเอง”เป็น อยู่ และคือ” โดยประเทศนี้ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงสิทธิและเสรีภาพของตนเองออกมาเต็มที่(ถ้าหากกล่าวตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งหลายๆคนอ้างเอามาใช้ในปัจจุบัน)
เรามีสิทธิที่จะรัก และชอบใครก็ได้หากคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่เดือดร้อนใคร(รวมทั้งไม่ไปหนักบนฮวงซุ้ยอ่าม่าใครด้วย)สิทธิเสรีภาพนั้นก็พึงทำได้ แต่ปัจจุบัน กฎเกณฑ์ในข้อนี้กลับถูกนำเอามาใช้อย่างเลยเถิด สังคมของเราแตกแยกเป็น3ฝ่ายหรืออาจจะมากว่านั้น สีต่างๆผุดขึ้นตามสังคมไทย ปลูกฝังให้รักและเข้าใจประชาธิปไตยในแบบที่ตนคิดว่า”ดี” โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่ตนคิดนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบอื่นๆของสังคมโดยรวม
ใครรักใคร่ในสีแดง ก็ว่าสีแดงถูกโดยไม่สนเลยสักนิดว่าสีแดงของคุณอาจจะเป็นสีแดงที่นำไปสู่การชโลมสีแดงลงบนแผ่นดินนี้ สีแดงที่เข้มข้นกว่าสิ่งอื่นใด สีแดงแรกที่สลักลงบนผืนธงชาติไทย สีแดงที่ว่าด้วย”เลือด”เนื้อชาติเชื้อไทย เพียงเหตุผลที่คุณเชื่อว่า ใครบางคน”ดี” ใครคนนั้น”สมควรได้รับการอภัยโทษ ในความผิดที่เขาก่อ” ใครคนนั้นคือ”พระผู้มาโปรด” มองเห็นประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่ว่าด้วยเหตุผลหลักแล้ว ไม่พ้นจากคำว่า”เงิน” ของใครคนนั้นที่มีมหาศาลกว่าที่มนุษย์เดินดิน ดิ้นรนทำมาหากินอย่างสุจริตอย่างพวกเราจะจินตนาการได้หลายขั้นนัก โดยหลงลืมไปว่าการกระทำต่างๆที่พวกท่านได้ใช้คำว่า”สิทธิ”และ”เสรีภาพ” แสดงออกมานั้น มันชักจะลามปามเลยเถิดไปถึงสิ่งที่สังคมโดยรวมยังรัก และหวงแหน หรือที่เรียกกันในนามที่เข้าใจว่า สถาบัน
ส่วนใครรักและบูชาในสีเหลือง ก็จะมองว่าสีเหลืองคือสิ่งดีงาม และอีกเช่นกัน ท่านก็มักจะลืมตระหนักไปว่า สิ่งที่พวกท่านคิด สิ่งที่พวกท่านกระทำและคาดหวังในประชาธิปไตยนั้น คือประชาธิปไตยที่ อยู่ในอุดมคติมากเกินไป ท่านหวังว่าทุกหย่อมหญ้าของประเทศนี้จะมีความเสมอภาคเท่าเทียม โดยท่านลืมตระหนักจุดที่ว่า สังคมไทยนั้นยังมีความ”ห่าง” ของระดับความรู้ ระดับสามัญสำนึก อยู่ในสังคมมากมาย และความคิดที่ว่าสีที่คิดต่างกับท่าน ท่านก็ต้องพึงรับรู้และยอมรับในความคิดของผู้อื่นด้วย มิใช่จะให้ผู้อื่นมายอมรับในความคิดของท่านเพียงอย่างเดียวโดยความคิดอื่น กลายเป็นสิ่งที่ผิดไปเสียหมด เรื่องบางเรื่องท่านก็ต้องเข้าใจว่า บางครั้งการแก้ปัญหาก็ต้องใช้เวลาในด้านกฎหมายและไม่มีอะไรเป็นไปอย่างใจท่านเสียทุกเรื่องหรอก ลองมองอนาคตยาวๆท่านจะพบว่า ไทยในวันนี้ ดูดีกว่าไทยในยุคมืดอยู่พอสมควร อย่างน้อยการคอรัปชั่นก็ลดลง และความคิดที่ว่าคอรัปชั่นต้องหมดไปจากชาติของพวกท่าน ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็น แต่ตอนนี้ก็ต้องทำใจว่า มันเป็นไปได้ยาก สิ่งที่พวกท่านทั้งหลายต้องไตร่ตรองให้หนักคือ เนื่องจากประเทศนี้ไม่ใช่ประเทศของใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว!!!
ส่วนอีกพวกเป็นพวกที่ผมไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึง พวกนี้ผมขอความกรุณาเรียกว่าพวก”กระแดะ” พวกนี้จะประกอบด้วย นักวิชาการบางกลุ่มที่ตลกแดกไปวันๆ พวกที่อ้างว่าเป็นกลางโดยที่ไม่ได้รับรู้ปัญหาใดๆทั้งสิ้น พวกนี้มักจะมีพฤติกรรม 2 อย่าง คือ 1 ออกมาเรียกร้องให้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยไม่ได้รับรู้เลยว่า มันยากแค่ไหนที่จะทำให้มวลชนไม่ว่าแดงหรือเหลือง หยุดที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด ถ้ามันหยุดง่ายขนาดนั้น คงไม่ต้องมานั่งกังวลกันถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังดีกว่ากลุ่มที่สอง กลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่คล้ายๆกับกลุ่มแรก แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มนี้จะไม่แสดงตัวและงบน้อยกว่า พวกนี้จะชอบดูข่าวตอนเย็นๆหรือเช้าๆ และกำโทรศัพท์มือถือส่งsms(ภายในวงเล็บว่า ข้อความละ6บาท)ไปตามสถานีโทรทัศน์ต่างๆ และจะมีข้อความประเภทที่ว่า “เมื่อไหร่จะเลือกทะเลาะกันเสียที สงสารประเทศไทย”(คำตอบก็คือ เมื่อท่านเลิกส่งSms(ภายในวงเล็บ ข้อความละ6บาท) มาสร้างภาพ แล้วมาแสดงความคิดเห็นจริงๆจังๆนะสิ) ขอโทษด้วยหากผู้อ่านท่านใดเป็นหนึ่งในนี้ที่ผมบอกไป เพราะมันเรื่องจริง!!
เมื่อไม่มีใครยอมใคร ทางทั้งสองก็แยกออกห่างกันไป จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถมองเห็นว่า ทางทั้ง 2 จะมาบรรจบกันที่ใด หรือมีจุดจบที่สมเหตุสมผลอย่างไรที่จะพอใจทั้งสองฝ่าย เพราะมันต่างขั้วกันเกินไปเหมือนคนที่อยู่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้พยามตะโกนหากัน แน่นอนว่าไม่มีทางรับฟังว่าอีกขั้วหนึ่งพูดอย่างไร
เมื่อทางที่แตกแยกกันออกไปเกิดขึ้นในสังคมที่ต้องดำรงชีพด้วยกันบนหลักของคำว่า”ประชาธิปไตย”ที่ดูเหมือนจะสวยหรูเกินไป กว่าที่ใครๆจะเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีการยกไปอ้างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างสนุกปาก โดยไม่มีใครทราบว่าแท้จริง คำๆนี้หมายถึงสิ่งใด
สุดท้ายภาระ และความปวดร้าวก็ไม่ได้ตกไปไหนไกล มันก็จึงต้องตกลงไปในร่องลึกของรอยแยกทางความคิดซึมซับ”ลึก”และ"ร้าว” ลงไปในประเทศที่น่าสงสารที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่าประเทศไทยอยู่เสมอมา